ธรรมะ ปุจฉา-วิสัชนา.
ADS GOO
บอกกล่าวเล่าความ
 หน้ารวมทุกหมวดหมู่ : บอกกล่าวเล่าความ
Subject Topic: ผลการประกวดบทความ คำกลอนฯ เศรษฐกิจพอเพียง (Topic Closed Topic Closed) Post Reply
Author
Message << Prev Topic | Next Topic >>
จั่นเจา
Admin Group
Admin Group
Avatar
ทำดีอย่ามีเพียงพอ

Joined: 01 กันยายน 2007
Location: เชียงใหม่
Posts: 898
Posted: 08 กันยายน 2007 at 2:25am | IP Logged  

ดาวน์โหลดรายชื่อผู้ชนะ
ดาวน์โหลดรายละเอียดกลอนสุภาพ
ดาวน์โหลดรายละเอียดคำขวัญ
ดาวน์โหลดรายละเอียดบทความ

 

ผลการประกวดคำขวัญ กลอนสุภาพ และบทความเฉลิมพระเกียรติ ๕ ธันวามหาราช

หัวข้อ   เศรษฐกิจพอเพียง  คือ ฐานแห่งคุณธรรมนำสู่สังคมสมานฉันท์

 

ประเภท คำขวัญ

ชนะเลิศ

                     “เศรษฐกิจพอเพียง                              หล่อเลี้ยงวิถีไทย

                                 คุณธรรมนำใจ                                       สร้างสายใยสมานฉันท์”

                                                                                                             นายอดิศักดิ์  จันทบัตร์

                                                 ชั้น ม.๔   โรงเรียนศรีประจันต์ “เมธีประมุข”    จังหวัดสุพรรณบุรี

รองชนะเลิศ อันดับ ๑

                     “เศรษฐกิจพอเพียง                           หล่อเลี้ยงด้วยคุณธรรม

นำสังคมสมานฉันท์                           สร้างสรรค์ชาติไทยให้ยั่งยืน”

นายศุภโชค   เครือวัลย์

ชั้น ม.๖   โรงเรียนวัดดอนตูม  จังหวัดราชบุรี

รองชนะเลิศอันดับ ๒

                     “พอเพียง” เป็นพื้นฐาน                 สร้างสมานสามัคคี

                                 คุณธรรมนำชีวี                                  สังคมดีมีน้ำใจ

เด็กหญิง พิมพ์สวรรค์   เสียงเจริญ

ชั้น ม.๒   โรงเรียนปราจีนกัลยาณี   จังหวัดปราจีนบุรี

ชมเชย ๑

                                 เศรษฐกิจพอเพียง                             เคียงคุณธรรม

                                นำสู่การสมานฉันท์                            สร้างสรรค์สังคม

นางสาว ธิดารัตน์   ไชยพงศ์

ชั้น ม.๓   โรงเรียนสิชลประชาสรรค์   จังหวัดนครศรีธรรมราช

ชมเชย ๒

                                อยู่ในความพอเพียง                          อยู่ในความพอดี

                                อยู่ในความสามัคคี                         ทั่วปฐพีจะร่มเย็น

นายพงษ์ธวัธ   มุงคุณ

ชั้น ม.๖   โรงเรียนเหมืองแบ่งวิทยาคม    จังหวัดเลย

ชมเชย ๓

                                เดินตามรอย “พ่อ”                         ก่อชีวิตพอเพียง

                                คุณธรรมนำคู่เคียง                           หล่อเลี้ยงไทยใจหนึ่งเดียว

นายวีระสิทธิ์   จึงประสบการค้า



__________________
Back to Top View จั่นเจา's Profile Search for other posts by จั่นเจา Visit จั่นเจา's Homepage
 
จั่นเจา
Admin Group
Admin Group
Avatar
ทำดีอย่ามีเพียงพอ

Joined: 01 กันยายน 2007
Location: เชียงใหม่
Posts: 898
Posted: 08 กันยายน 2007 at 2:26am | IP Logged  

 

ชนะเลิศ  ประเภท กลอนสุภาพ

การประกวดคำขวัญ กลอนสุภาพ และบทความ เฉลิมพระเกียรติ ๕ ธันวามหาราช

หัวข้อ “เศรษฐกิจพอเพียง คือ ฐานแห่งคุณธรรมนำสู่สังคมสมานฉันท์”

 

ไม้ใหญ่ต้านลมฝนทนร้อนแล้ง

เพราะรากแกร่งหยัดยืนยึดผืนหล้า

เปรียบผองไทยจะยืนหยัดพัฒนา

ยึดปรัชญาตามรอยพ่ออย่าง “พอเพียง”

รู้เท่าทันความเป็นไปในโลกกว้าง

เดินสายกลางเรียบง่ายไร้ความเสี่ยง

“พระราชดำรัส”ทุกถ้อยที่ร้อยเรียง

นำเทียบเคียงสู่ทางสร้างสุขไทย

หยุดสังคมสงครามความขัดแย้ง

หยุดแก่งแย่งชิงนิยามความเป็นใหญ่

คิดพอเพียงทำพออยู่รู้พอใจ

มองการณ์ไกลรู้ตัดอัตตาตน

ปลูกฝังฐานคุณธรรมค้ำประเทศ

“สมานฉันท์”ในขอบเขตของเหตุผล

หยั่งรากแก้วหลักการสานใจชน

ไม้ทุกต้นร่วมป่าเดียวกลมเกลียวกัน

ความพอเพียงคือธรรมนำวิถี

สามัคคีมุ่งประสานสมานฉันท์

น้อมถวายในปีทองของราชัน

คือ “ความฝันอันสูงสุด”ดุจพรชัยฯ

 

 

นายปิยวุฒิ  กรีฑาภิรมย์

นักศึกษาแพทย์ ชั้นปีที่ ๓ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล

จังหวัด กรุงเทพมหานคร

 

รองชนะเลิศ อันดับ ๑ ประเภท กลอนสุภาพ

การประกวดคำขวัญ กลอนสุภาพ และบทความ เฉลิมพระเกียรติ ๕ ธันวามหาราช

หัวข้อ “เศรษฐกิจพอเพียง คือ ฐานแห่งคุณธรรมนำสู่สังคมสมานฉันท์”

 

มีพอใช้ไม่ประมาท ปราศความโลภ      เมตตาโอบเอื้อใจไร้ขัดสน

เกินกินเก็บค่อยจำหน่ายให้ผองชน                      หลักเบื้องต้น “ความพอเพียง”....เลี้ยงชีพไทย

             “คุณธรรม”คล้ายเห็นเป็นแบบอย่าง      มีแนวทางสอนจิตคิดแก้ไข

เมื่อพอดี...พอตน...ผลพอใจ                                 จึงพอให้...พอแบ่ง...มิแย่งชิง

             ภาพสังคมบอบช้ำจากกรรมชั่ว                วิกฤตกลั้วฉ้อฉลผลร้ายยิ่ง

เพราะรากฐานสามัคคีที่แท้จริง                             เราทอดทิ้งลืมค่า...น่าเสียดาย

             อุปมาบ้านใหญ่ไร้ฐานแกร่ง                    เพียงลมแรงพัดผ่านพานเสียหาย

ฐานประเทศคือคุณธรรมนำใจกาย                      สื่อความหมาย คิด-พูด-ทำ...แต่กรรมดี

             หยุดใน “ความไม่พอ...ก่อกิเลส”         หยุดสาเหตุ “ขัดแย้ง”แข่งศักดิ์ศรี

สมานฉันท์ศรัทธาสามัคคี                                     เพื่อวันนี้...สุขเกิดก่ออย่าง “พอเพียง”

 

เด็กหญิง กัลยาณี  รัตนวงษ์

ชั้น ม.๑ โรงเรียนกระทุ่มแพ้ววิทยา

จังหวัดปราจีนบุรี

 

 

รองชนะเลิศ อันดับ ๒ ประเภท กลอนสุภาพ

การประกวดคำขวัญ กลอนสุภาพ และบทความ เฉลิมพระเกียรติ ๕ ธันวามหาราช

หัวข้อ “เศรษฐกิจพอเพียง คือ ฐานแห่งคุณธรรมนำสู่สังคมสมานฉันท์”

 

             กลางคลื่นลมโหมกระหน่ำซ้ำวิกฤต                    ฟ้ามืดมิดหัวใจสิ้นไฟหวัง

เพลิงกิเลสรุมเร้าเข้าประดัง                                                 กว่าหยุดยั้งก็เลวร้ายใกล้ร้าวราน

             เพียงหยาดหนึ่งน้ำพระทัยแห่งในหลวง               ดับทุกข์ปวงช่วยชนชาติพ้นผ่าน

ชี้ทางแก้ให้เดินก่อนเกินกาล                                               พระภูบาลให้พอพียงเลี่ยงผองภัย

             หลักสามห่วงถือวิถี “มีเหตุผล”                                        ปรับเปลี่ยนตน “ภูมิคุ้มกัน” ทันสมัย

“พอประมาณ” สายกลางทางก้าวไกล                              สองเงื่อนไขคือ “ความรู้คู่คุณธรรม”

        เมื่อพอใจพอดีมีพอแล้ว                                         ย่อมเกิดแนวคิดให้ไม่ตกต่ำ

หยุดปัญหาขัดแย้งเหตุแห่งกรรม                                          จึงน้อมนำสมานฉันท์สู่บั้นปลาย

             ฐานสำคัญของประเทศคือเศรษฐกิจ                     ฐานชีวิตคือคุณธรรมล้ำความหมาย

รู้  “พอเพียง” “สามัคคี ” พลีใจกาย                                กี่วิกฤตก็ทำลายมิได้เลย.....

 

 

 

 

นายชวิน  พงษ์ผจญ

ชั้น ม.๔ โรงเรียนบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี)

จังหวัด กรุงเทพมหานคร

 

ชมเชย ๑ ประเภท กลอนสุภาพ

การประกวดคำขวัญ กลอนสุภาพ และบทความ เฉลิมพระเกียรติ ๕ ธันวามหาราช

หัวข้อ “เศรษฐกิจพอเพียง คือ ฐานแห่งคุณธรรมนำสู่สังคมสมานฉันท์”

 

ชาติมั่นเป็นปึกแผ่นแสนสุขสันต์                          มีพืชพันธุ์สมบูรณ์เพิ่มพูนผล

ใต้ฉัตรแก้วศูนย์รวมใจไทยทุกคน                         ประชาชนเบิกบานสำราญใจ

ดำเนินตามความพอเพียงเลี้ยงชีวิต                        เปลี่ยนวิกฤติสู่ทางสว่างไสว

รู้ประมานงานตนให้พ้นภัย                                   สร้างวินัยเก็บออมพร้อมเพรียงกัน

ใช้ความรักสามัคคีมีเหตุผล                                   ทุกชุมชนถือหลักการสมานฉันท์

ไม่เลือกเขาเลือกเราร่วมเผ่าพันธุ์                          ร่วมสร้างสรรค์ประโยชน์สุขเพื่อทุกไทย

ทุกสังคมร่มเย็นรวมเป็นหนึ่ง                               หันมาพึ่งพิงพาอิงอาศัย

ใช้ความรักเป็นปราการต้านผองภัย                     ด้วยหัวใจงดงามความเพียงพอ

ไม่อาจมีแผ่นดินใดเปรียบได้แล้ว                          แผ่นดินแก้วล้ำเลิศที่เกิดก่อ

แผ่นดินทองของความรักที่ถักทอ                          เป็นเนื้อหน่อสังคมอุดมธรรม

 

 

นายศุภโชค  วงศ์สกูล

ชั้น ม. โรงเรียนมหาวชิราวุธ 

จังหวัดสงขลา

ชมเชย   ประเภท กลอนสุภาพ

การประกวดคำขวัญ กลอนสุภาพ และบทความ เฉลิมพระเกียรติ ๕ ธันวามหาราช

หัวข้อ “เศรษฐกิจพอเพียง คือ ฐานแห่งคุณธรรมนำสู่สังคมสมานฉันท์”

 

เพียงแค่เงินหนึ่งบาทสร้างชาติได้                         หากรู้ใช้เก็บออมพร้อมรักษา

“เศรษฐกิจพอเพียง”เลี้ยงชีวา                               เป็นปรัชญาพระดำริพระภูมิพล              

พอประมาณไม่ละโมบโลภตัณหา                        มีสัมมาอาชีวะประกอบผล

สุจริตซื่อสัตย์พิพัฒน์ตน                                                     ไม่หลงกลบ่วงกิเลสเหตุอธรรม

หยุดแสวงผลประโยชน์ที่โฉดชั่ว                          ควรกลับตัวสร้างชีพใหม่ไม่ถลำ

มีเหตุผลรู้รอบคอบกอปรหนุนนำ                         ผลแห่งกรรมย่อมประจักษ์ในสักวัน

รู้จักหารู้จักใช้ให้และรับ                                                     สะสมทรัพย์แห่งน้ำใจไม่พลิกผัน

แม้แตกต่างใช่แตกแยกผิดแผกกัน                          ร่วมรังสรรค์ขวานทองไว้คู่ไตรรงค์

อยู่บนทางสายกลางอยู่อย่างนี้                               คือศักดิ์ศรีภูมิใจไม่ลุ่มหลง

“ความเพียงพอ” ก่อฐานธรรมเจตน์จำนง         ชาติมั่นคง “สมานฉันท์”ครรลองไทย

 

นายไชยเชษฐ์  โรจน์ชนะมี

นักศึกษา ชั้นปีที่ ๔ คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์

จังหวัด นราธิวาส

 

ชมเชย   ประเภท กลอนสุภาพ

การประกวดคำขวัญ กลอนสุภาพ และบทความ เฉลิมพระเกียรติ ๕ ธันวามหาราช

หัวข้อ “เศรษฐกิจพอเพียง คือ ฐานแห่งคุณธรรมนำสู่สังคมสมานฉันท์”

 

             ดำรัสทองทอสยามงามไพสิฐ                  “เศรษฐกิจพอเพียง” ประทานให้

ภูมิคุ้มกัน มีเหตุผล ล้นก้าวไกล                            ประมาณใช้ตามกษัตริย์นักพัฒนา

พอเพียงคือธรรมสายกลางแนวทางสุข                 อบายมุขจึงห่างไกลไร้ปัญหา

คุณธรรมนำความคิดจิตวิญญาณ์                                        เกิดศรัทธาสร้างสิ่งดีพลีเพื่อชน

รวมพลังจากน้อยค่อยเป็นล้าน                             ร่วมสร้างสานติ์สู่สังคมอุดมผล

สมานฉันท์สันติสุขถ้วนทุกคน                             ชาติเปี่ยมล้นปณิธานกอปรการดี

รู้เข้าใจเข้าถึงจึงพิพัฒน์                                         ราชดำรัสแห่งสันติผลิศักดิ์ศรี

ไม่แตกแยกแม้แตกต่างสร้างไมตรี                        สามัคคีรวมพลังวาดหวังไกล

เศรษฐกิจพอเพียงเลี้ยงชีพชอบ                             รุ่งระบอบคุณธรรมนำผลให้

สู่สังคมสมานฉันท์สันติไทย                                คือทางชัยรัฐร่วมราษฎร์สร้างชาติงาม

 

 

เด็กหญิงใบบุญ  สกุลกรุณาอารีย์

ชั้น ม.๓ โรงเรียน สงวนหญิง

จังหวัด สุพรรณบุรี

ชั้น ม.๕   โรงเรียนปายวิทยาคาร    จังหวัดแม่ฮ่องสอน



__________________
Back to Top View จั่นเจา's Profile Search for other posts by จั่นเจา Visit จั่นเจา's Homepage
 
จั่นเจา
Admin Group
Admin Group
Avatar
ทำดีอย่ามีเพียงพอ

Joined: 01 กันยายน 2007
Location: เชียงใหม่
Posts: 898
Posted: 08 กันยายน 2007 at 2:27am | IP Logged  

ชนะเลิศ ประเภท บทความ

การประกวดคำขวัญ กลอนสุภาพ และบทความ เฉลิมพระเกียรติ ๕ ธันวามหาราช

หัวข้อ “เศรษฐกิจพอเพียง คือ ฐานแห่งคุณธรรมนำสู่สังคมสมานฉันท์”

 

          “เศรษฐกิจพอเพียงเป็นเสมือนรากฐานของชีวิต รากฐานความมั่นคงของแผ่นดิน เปรียบเสมือนเสาเข็มที่ตอกรองรับบ้านเรือน ตัวอาคารไว้นั่นเอง สิ่งก่อสร้างจะอยู่มั่นคงก็อยู่ที่เสาเข็ม แต่คนส่วนมากมองไม่เห็นเสาเข็มและลืมเสาเข็มไปเสียด้วยซ้ำ”

             พระราชดำรัสพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่อัญเชิญมาไว้ในเบื้อง ต้นนี้ แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงว่า มิได้มีความสำคัญเฉพาะชีวิตของผู้คนในสังคมเท่านั้น แต่ยังมีความสำคัญต่อความเป็นปึกแผ่นของชาติบ้านเมืองอย่างมหาศ าลอีกด้วย

             ปรัชญา “เศรษฐกิจพอเพียง” เป็นอีกหนึ่งนวัตกรรมที่แสดงถึงพระอัจฉริยภาพที่ลึกซึ้ง   ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวว่า  พระองค์ทรงเข้าพระราชหฤทัยในความเป็นไปของเมืองไทยและคนไทยอย่างลึกซึ้งและกว้างไกล  เป็นปรัชญาที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชดำรัสชี้แนะเป็นแนวทางการดำเนินชีวิตแก่พสกนิกรชาวไทย รวมถึงการพัฒนาประเทศมาตั้งแต่ปี       พ.ศ.๒๕๔๐ ที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของทางสายกลาง คำนึงถึงความพอประมาณ ความมีเหตุผล         การสร้างภูมิคุ้มกันที่ดีในตัว พร้อมรับมือกับผลกระทบที่จะเกิดขึ้นด้วยความรู้ความรอบคอบ   ผนวกกับคุณธรรมในการปฏิบัติที่เข้าใจอย่างถ่องแท้ สามารถนำไปใช้ได้ทั้งในการวางแผน        การตัดสินใจ จนถึงขั้นลงมือปฏิบัติ

             หลักการสำคัญของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงทั้ง ๕ ประการนี้ เป็นปรัชญาที่มีความลึกซึ้ง และทันยุคทันสมัย แต่เข้าใจและนำไปปฏิบัติได้ไม่ยาก เป็นพื้นฐานแห่งคุณธรรมสอนให้ดำเนินชีวิตตามแนวของพุทธองค์ที่สอดคล้องกับหลักการพุทธธรรม คือเป็นแนวทางปฏิบัติให้ทุกคน          เป็นคนมีคุณงามความดีมีภูมิคุ้มกันในตัวเอง เป็นหลักการที่จะสร้างความเป็นปึกแผ่นให้แก่สังคมดังนี้

        ความพอประมาณ คือมีความพอดี พอประมาณ ไม่เบียดเบียนตนเองและผู้อื่น เช่นมีความพอดีด้านจิตใจคือมีจิตสำนึกที่ดี มีจิตใจที่เข้มแข็งพึ่งตนเองได้และเอื้ออาทรต่อผู้อื่น ความพอดีด้านสังคม คือ พร้อมที่จะช่วยเหลือและผนึกกำลังสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชน ความพอดีด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม คือ รู้จักใช้และจัดการอย่างชาญฉลาด ความพอดีด้านเทคโนโลยี คือ ควรเลือกใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม ควรพัฒนาเทคโนโลยีจากภูมิปัญญาชาวบ้านนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์สู งสุด ความพอดีด้านเศรษฐกิจ คือ ดำรงชีวิตอยู่อย่างพอเหมาะพอควรตามอัตภาพของตน ถ้าทำได้เช่นนี้ จะเป็นพื้นฐานที่ก่อให้เกิดคุณธรรมที่ดีแก่ชีวิตของผู้ปฏิบัติเ ป็นอย่างยิ่ง อีกทั้งการเอื้ออาทรต่อกันนั้น ยังเป็นการสร้างความรักความผูกพันระหว่างกันของผู้คนในสังคมก่อ ให้เกิดความสมัครสมานสามัคคีแก่กัน

             ความมีเหตุผล คือ การตัดสินใจเกี่ยวกับระดับความพอเพียงนั้นต้องเป็นไปอย่างมีเหต ุมีผล โดยพิจารณาจากเหตุปัจจัยที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนคำนึงถึงผลว่าจะเกิดขึ้นจากการกระทำนั้น         อย่างรอบคอบ  การส่งเสริมกันในทางเหตุและผลนี้ สอดคล้องกับหลักการพุทธธรรมคือ หลักปฎิจจสมุปบาท และ อิทัปปัจจยตาที่กล่าวถึงความเป็นเหตุเป็นผลนั่นเอง

             ความมีภูมิคุ้มกันที่ดี คือการเตรียมตัวให้พร้อมยอมรับผลกระทบและการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น จะต้องระมัดระวังไม่ให้เกิดความเสี่ยงที่สามารถป้องกันการเกิดข ึ้นได้ เช่นความเสี่ยงที่เกิดจากความโลภ ความหลงเป็นต้น ซึ่งคุณธรรมต่าง ๆ สำหรับการดำเนินชีวิตที่ดีคือภูมิคุ้มกันอันวิเศษยิ่ง

             ความรอบรู้ ต้องขวนขวายใฝ่หาความรู้ และใช้ความรู้ใช้วิชาการที่เกี่ยวข้องอย่างรอบคอบระมัดระวัง มีการจัดองค์การความรู้ที่ดี เพราะความรู้นี้มีประโยชน์อย่างยิ่งดังพระราชดำรัสที่ว่า “การที่ต้องการให้ทุกคนพยายามที่จะหาความรู้ และสร้างตนเองให้มั่นคงนี้เพื่อตนเอง เพื่อจะให้ตนเองมีความเป็นอยู่ที่ก้าวหน้าที่มีความสุข พอมีพอกิน”

             คุณธรรมความดี เป็นพื้นฐานของความมั่นคง ต้องส่งเสริมให้ทุกคนตระหนักในคุณธรรมซึ่งคุณธรรมที่สำคัญที่ทำ ให้คนอยู่ร่วมกันในสังคมได้อย่างมีความสุขนั้นคือ ความซื่อสัตย์สุจริต มานะ อดทน และพากเพียรใช้สติปัญญาพิจารณาไตร่ตรองการดำเนินชีวิต เหนือสิ่งอื่นใดคือการเป็นคนดี

             หลักการสำคัญของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงนี้ เป็นปรัชญาที่มีความเป็นสากลเหมาะสมกับมนุษย์ในทุกสังคม นายโคฟี อันนัน เลขาธิการองค์การสหประชาชาติได้ทูลเกล้าถวายรางวัล     “The Human  Development Lifetime Achievement Award” แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อวันที่ ๒๖ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๔๙ พร้อมทั้งมีปาฐกถาถึงปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงว่า               เป็นปรัชญาที่สามารถเริ่มจากภูมิคุ้มกันในตนเอง สู่หมู่บ้านและสู่เศรษฐกิจในวงกว้างขึ้นในที่สุด เป็นปรัชญาที่มีประโยชน์ต่อประเทศไทยและนานาประเทศ นอกจากนั้นองค์การสหประชาชาติ    ได้สนับสนุนให้ประเทศที่เป็นสมาชิก ๑๖๖ ประเทศ  ยึดเป็นแนวทางสู่การพัฒนาประเทศแบบยั่งยืนอีกด้วย

             กาลเวลาผ่านมาเกือบทศวรรษ ได้พิสูจน์ให้เห็นว่าการนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงลงสู่การปฏิบัต ินั้นอาจยังไม่ทั่วถึงนัก เพราะบางช่วงเวลาที่สังคมไทยเกิดเศรษฐกิจถดถอยอย่างรุนแรงนั้น    มีคนไทยบางส่วนที่ดำเนินชีวิต โดยปล่อยให้กระแสจากภายนอกครอบงำ มีความทะเยอทะยาน     บนรากฐานที่ไม่มั่นคง ทำให้พบกับการสูญเสียเป็นบทเรียนราคาแพง บางคนต้องเสียครอบครัวเสียชีวิตของบุคคลที่รักถ้าเข้าใช้หลัก “เศรษฐกิจพอเพียง” เป็นกรอบในการดำเนินชีวิต เขาจะมีชีวิตอยู่ได้อย่างไม่เดือดร้อน เพราะเศรษฐกิจพอเพียงจะเป็นภูมิคุ้มกันที่สร้างความเข้มแข็งทาง จิตใจ จะช่วยให้บุคคลพร้อมรับมือกับผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจากการเปลี่ย นแปลง ไม่ว่าผลกระทบนั้นจะมาจากภายนอกหรือภายในก็ตาม

             คุณธรรมที่เป็นหลักการของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงในแต่ละข้อนั้น ล้วนเป็นปัจจัยทำให้สังคมมีความสมานฉันท์คือมีความพอใจร่วมกัน มีความเห็นพ้องกันได้อย่างมั่นคง ทั้งนี้เพราะ   ความพอประมาณและความมีเหตุผลนั้น จะช่วยให้สมาชิกในชุมชนเดียวกันสร้างสิ่งของเครื่องใช้  ที่จำเป็นได้ด้วยตนเองไม่ต้องแข่งขันกับใคร และเมื่อมีมากพอก็แบ่งปันช่วยเหลือผู้ขาดแคลน     เป็นหนทางนำไปสู่การช่วยเหลือในชุมชน และสามารถขยายเป็นสินค้าส่งออกได้ในที่สุด วิธีการเช่นนี้จะช่วยดึงศักยภาพของประชากรในสังคมให้สามารถสร้า งความเข้มแข็งให้ครอบครัว     สมาชิกในสังคมจะมองเห็นคุณค่าของตนเอง เกิดความพอใจและมีความสุขในสิ่งที่ตนเองทำได้ สภาพเศรษฐกิจในชุมชนจะมั่นคง ความร่ำรวยจะเกิดขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป ยามทุกข์ภัยก็จะไม่ขาดแคลนจนถึงกับอดตายและจะฟื้นตัวได้เร็วกว่ า เพราะภูมิคุ้นกันที่มีอยู่นั้นจะช่วยให้เขาเข้มแข็ง ช่วยตนเองได้ไม่งอมืองอเท่ารอความช่วยเหลือจากผู้อื่น

             ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเป็นปรัชญาขั้นพื้นฐานสำหรับทุกวงการ ทุกกิจการทั้งที่เป็นส่วนบุคคลภาคธุรกิจ แม้กระทั่งภาคการเมือง ทั้งนี้เพราะไม่ว่าวงการใดถ้านำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงไปประยุกต ์ใช้ในองค์กรของตนเองจะทำให้มีคุณค่ามากยิ่งขึ้น ทั้งนี้เพราะเศรษฐกิจพอเพียงมุ่งเน้นให้ประชาชนต้องคิดพึ่งตนเอ ง ประกอบอาชีพได้อย่างยั่งยืนบนพื้นฐานของการไม่เบียดเบียนกัน   มีหลักในการบริหารทรัพย์ที่ได้มาอย่างพอเพียงและประหยัด ไม่คิดกู้หนี้ยืมสิน หากมีเงินเหลือ      ก็รู้จักเก็บออมไว้ บางส่วนอาจแบ่งช่วยเหลือผู้อื่น

             การแบ่งปันช่วยเหลือกันและกันตามกำลังความสามารถของตนนั้น จะก่อให้เกิดความสามัคคีจะทำให้ชุมชนเกิดความพอเพียงในวิถีปฏิบัติอย่างแท้จริง จะนำไปสู่ความพอเพียงในระดับประเทศได้อย่างมั่นคง เพราะเป็นการสร้างเครือข่ายความร่วมมือในการสืบทอดภูมิปัญญา การแลกเปลี่ยนความรู้เทคโนโลยี เศรษฐกิจพอเพียงจึงเป็นพระราชดำรัสที่พระราชทานให้ประชาชนดำเนิ นชีวิตเป็นการดำรงชีพที่สมบูรณ์ โดยมีธรรมะเป็นเครื่องกำกับและมีใจตนเป็นสำคัญ  ซึ่งก็คือวิถีชีวิตไทยที่ยึดทางสายกลางเป็นทางพอดีนั่นเอง

             การดำเนินชีวิตด้วยหลักเศรษฐกิจพอเพียงมิใช่เพียงการประหยัด หากแต่เป็นการดำเนินชีวิตอย่างชาญฉลาดด้วยสติ ถ้าสังคมใดประกอบด้วยสมาชิกที่ดำเนินชีวิตอยู่ด้วยพอใจ เพียงพอ พอประมาณ เป็นคนมีเหตุมีผล มีความมั่นคงทางอารมณ์ พร้อมรับทุกสภาวการณ์ที่จะเกิดขึ้น   อย่างคนรอบคอบ ดำเนินชีวิตด้วยความระมัดระวังไม่ประมาท ฉลาดใช้ความรู้ที่มีอยู่นั่น           อย่างมีคุณธรรมประจำใจ ไม่เบียดเบียนผู้อื่น พร้อมที่จะช่วยเหลือเกื้อกูลกันทุกภารกิจ รักใคร่ปรองดองกันดุจญาติมิตรทุกครัวเรือนดังกล่าวมานี้ จะทำให้สังคมนั้นจะเป็นสังคมแห่งความสมานฉันท์           อยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข

             ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงนี้จึงเปรียบเสมือนโคมทองส่องทางให้คนในส ังคมมองเห็นทางเดินที่สว่างไสว แสงแห่งคุณธรรมในด้านต่าง ๆ เปล่งประกายให้ความอบอุ่นแก่ทุกภาคส่วนของสังคมให้อยู่ร่วมกันไ ด้อย่างเป็นปึกแผ่น สามารถผนึกพลังสามัคคีสร้างสรรค์สิ่งที่เป็นวัฒนะให้เกิดการพัฒ นาที่สมดุลและยั่งยืน ใช้วางรากฐานในการพัฒนาชนบท และช่วยประชาชนให้สามารถพึ่งตนเองได้อย่าง “พออยู่พอกิน” มีอิสระที่จะเลือกดำเนินชีวิตโดยไม่ต้องยึดติดกับเทคโนโลยี พร้อมรับทุกสภาพไม่ว่าจะเป็นการแข่งขัน การเปลี่ยนแปลงที่ไหลบ่ามาพร้อมกับกระแส          โลกาภิวัตน์อย่างเท่าทันและมีความสุข

             “ขอให้ทุกคนมีความปราถนาที่จะให้เมืองไทย พออยู่พอกิน มีความสงบ และทำงานตั้งอธิษฐาน ตั้งปณิธานในทางนี้ที่จะให้เมืองไทยอยู่แบบพอกิจ ไม่ใช่ว่ารุ่งเรืองอย่างยอด แต่มีความพออยู่พอกิน มีความสวบเปรียบเทียบกับประเทศอื่น ๆ ถ้าเรารักษาความพออยู่พอกินนี้ได้ เราก็จะยิ่งยวดได้” พระราชดำรัสในปี พ.ศ.๒๕๔๒ นี้ช่วยยืนยันความเป็นปึกแผ่นแห่ง “เศรษฐกิจพอเพียง”          ที่ชัดเจนแน่นอนยิ่งขึ้น

 

 

 

นางผ่องศรี  ศรีจั่นเพชร

ข้าราชการครู คศ ๓ โรงเรียนปราจิณราษฎรอำรุง

จังหวัด ปราจีนบุรี



__________________
Back to Top View จั่นเจา's Profile Search for other posts by จั่นเจา Visit จั่นเจา's Homepage
 
จั่นเจา
Admin Group
Admin Group
Avatar
ทำดีอย่ามีเพียงพอ

Joined: 01 กันยายน 2007
Location: เชียงใหม่
Posts: 898
Posted: 08 กันยายน 2007 at 2:27am | IP Logged  

รองชนะเลิศ อันดับ ๑ ประเภท บทความ

การประกวดคำขวัญ กลอนสุภาพ และบทความ เฉลิมพระเกียรติ ๕ ธันวามหาราช

หัวข้อ “เศรษฐกิจพอเพียง คือ ฐานแห่งคุณธรรมนำสู่สังคมสมานฉันท์”

สภาพสังคมไทยในช่วงระยะเวลา ๔๐ ปีผ่านมา ตั้งแต่แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ ๑ นั้น   เราจะพบว่ามีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นในสังคมไทยหลากหลายทั้งร้า ยและดี ด้านดีมีไว้ให้สืบสาน ส่วนด้านร้ายนั้นเราท่านต้องแก้ไข ทุกวันนี้การทำมาหากินมิได้มีความหมายเพียงการเลี้ยงชีพ หากมันหมายถึงการแก่งแย่งแข่งขันให้ได้มาซึ่งฐานะทางเศรษฐกิจที ่เรียกว่าเศรษฐี ทั้งเครื่องนุ่งห่ม และที่อยู่อาศัยถูกยกระดับจากพื้นฐานปัจจัยสี่มาเป็นสินค้าที่แ สดงถึงฐานะหน้าตา  วิธีคิดแบบตะวันออกในเรื่องความพอเพียง และความพอดีถูกปฏิเสธอย่างมิใยดีจากคนรุ่นปัจจุบันทุกอย่างประเ มินค่าด้วยเม็ดเงิน

             เมื่อเอาเงินเป็นที่ตั้งปัญหาต่าง ๆ จึงโถมถั่งตามมา อาจกว่าได้ว่านับตั้งแต่ปีพุทธศักราช ๒๕๔๐ จวบจนปัจจุบัน ภาวะวิกฤติที่เราประสบคือผลพวงจากวิธีคิดที่มีเงินเป็นพระเจ้า ข่าวพาดหัวตามหน้าหนังสือพิมพ์ประเภทข่าวภิกษุค้ายาบ้าโดยอาศัย การบิณฑบาตเป็นวิธีการรับสินค้า        จากเอเย่นต์ ข่าวแม่ค้ายัดตะกั่วใส่หัวกุ้งแม่น้ำเพื่อเป็นการเพิ่มน้ำหนัก ข่าวการทุจริตโกงกินที่มีให้ได้ยินได้เห็นแทบมิเว้นวัน ล้วนมีนัยสำคัญที่แสดงถึงวิกฤตอันเกิดจากการพัฒนาประเทศโดย       ใช้วัตถุเป็นตัวชี้วัดความเจริญ

             พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงตระหนักและเล็งเห็นถึงปัญหาอันเก ิดจากการพัฒนาเศรษฐกิจเพี่อการค้าเพียงอย่างเดียว  จึงมีกระแสพระราชดำรัสเรื่อง เศรษฐกิจพอเพียง พระราชทานแก่ปวงชนชาวไทย ในวันที่ ๔ ธันวาคม ๒๕๔๓ ความว่า “เศรษฐกิจพอเพียงนี้ขอย้ำว่าเป็นทั้งเศรษฐกิจ     หรือความประพฤติที่ทำอะไรเพื่อให้เกิดผลดีโดยเกิดจากการกระทำที ่ดีและมีความพอเพียง คนเรา       ถ้าพอในความต้องการ มันก็มีความโลภน้อย เมื่อมีความโลภน้อยก็เบียดเบียนคนอื่นน้อย              ถ้าประเทศใดมีความคิดอันนี้  มีความคิดที่ว่าทำอะไรต้องพอเพียง หมายความว่าพอประมาณ ซื่อตรง ไม่โลภอย่างมาก คนเราก็อยู่เป็นสุข”

             ไม่เพียงแต่พระราชดำรัสเรื่อง เศรษฐกิจพอเพียง เท่านั้นที่พระองค์ตรัสเพื่อปวงประชาชนชาวสยาม แต่หนึ่งในพระราชธรรมที่พระราชทานเหล่านั้น ทรงเน้นย้ำคุณธรรมข้อหนึ่งที่พระองค์ทรงยึดถือ และน้อมนำให้คนไทยนำไปปฏิบัตินั่นคือ ความสมานฉันท์ ที่จะช่วยสร้างความเจริญ และพัฒนาชาติให้เป็นปึกแผ่นมั่นคง

             คนไทยต้องสมานฉันท์กันพัฒนาชาติทางด้านเศรษฐกิจพอเพียง ดังพระบรมโชวาทความว่า “ประเทศใดประชาชนพลเมืองมีความสามัคคีกลมเกลียวกันดี มีระเบียบวินัย ประเทศนั้นก็เจริญและอยู่ในฐานะดี” ในภาวะเศรษฐกิจเช่นนี้ ป่วยการที่จะโยนความผิดให้กันว่าใครผิดใครถูก     การสานโคลนใส่กันแก้ปัญหาค่าเงินตกต่ำไม่ได้ แต่การน้อมนำแนวทางพระราชดำริเศรษฐกิจ    แบบพอเพียงมาประยุกต์ใช้ช่วยแก้ปัญหาได้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชปรารภว่า “การสร้างเศรษฐกิจแบบพอเพียงนั้น หาใช่เป็นการทำเกษตรเพียงอย่างเดียวไม่ แต่ประชาชนต้องรู้จักพออยู่พอกิน รู้จักประยุกต์ ประหยัด ทำประโยชน์ นำของเก่ามาแปรรูปใช้ใหม่ก็สามารถ    สร้างเศรษฐกิจพอเลี้ยงตนเองได้” พระราชดำรินี้เน้นให้พึ่งตนเอง ไม่ก่อหนี้ ตั้งชีวิตอยู่บนพื้นฐานของความพอดี มีความพอประมาณในความเป็นอยู่ เราต้องสร้างดุลยภาพระหว่างการบริโภค      การผลิตและการดำรงชีวิต ขยันทำมาหากิน และรู้จักประหยัด โดยสำนึกว่าถ้าอยากรวยอยู่อย่างคนรวย จะไม่มีวันรวย ถ้ากลัวจนอยู่อย่างคนจน จะไม่มีวันจน สินค้าของไทยที่ส่งออกมีคุณภาพไม่ด้อย   ไปกว่าสินค้าของนอกที่นำเข้า วัตถุเหล่านั้นเขาผลิตมาให้เป็นทาสเรา ไม่ใช่เราเป็นทาสวัตถุเหล่านั้น ถ้าหากคนไทยร่วมแรงร่วมใจกันปฏิบัติได้ดังพระบรมราโชวาทนี้ ความสมานฉันท์        จะส่งผลให้เรากอบกู้เศรษฐกิจได้สำเร็จ

             เศรษฐกิจแบบพอเพียงตั้งอยู่บนพื้นฐานของความมีเมตตา ความเอื้ออาทรและความสมานฉันท์ของคนในประเทศในการร่วมแรงร่วมใจในการประกอบอาชีพต่าง ๆ ให้บรรลุผลสำเร็จ ในการทำงานทั้งหลายทั้งปวงนั้น ทุกคนต้องตั้งใจจริง อดทนและขยันหมั่นเพียร ซื่อตรง เห็นอกเห็นใจ ถ้อยทีถ้อยอาศัยกัน มีเมตตามุ่งดีมุ่งเจริญต่อกันยึดมั่นในความสมานฉันท์ธรรมมีความ สุจริต         ทั้งในความคิดและการกระทำ ถือเอาความมั่นคงและประโยชน์ร่วมกันเป็นจุดหมายสำคัญ

             คนไทยต้องสมานฉันท์กันพัฒนาด้านเศรษฐกิจ การเมือง การปกครอง พระบาทสมเด็จ  พระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชปณิธานให้คนไทยรู้จักรัก สมานฉันท์กันเสือมีเขี้ยวเป็นอำนาจ งูมีพิษเป็นอำนาจ ไฟมีความร้อนเป็นอำนาจ ดาบมีคมเป็นอำนาจประเทศชาติมีความสมานฉันท์กัน        เป็นอำนาจ แต่ถ้าคนในชาติขาดความสมานฉันท์ประเทศก็จะล่มสลาย

             “อันชาติใดไร้สมัครสมาน                      จะทำการสิ่งใดก็ไร้ผล

แม้ชาติย่อยยับอับจน                                               บุคคลจะสุขอยู่อย่างไร

             การกอบกู้ชาติ คือการสร้างเศรษฐกิจแบบพอเพียง ประเทศชาติก็เปรียบเสมือนต้นไม้ ประชาชนก็เปรียบดังรากไม้ที่จะยึดลำต้นให้มั่นคง ดูดซับสารอาหารไปเลี้ยงลำต้นให้เจริญงอกงาม แต่ถ้าวันนี้รากแก้ว รากฝอย เหล่านั้นกำลังหงิกงอ เพราะขาดแร่ธาตุไปเลี้ยงลำต้นแล้ว ต้นชาติกิ่งไทยจะเป็นอย่างไร เศรษฐกิจพอเพียง คือน้ำและปุ๋ยที่จะทำให้ต้นไทยเจริญ ให้ดอกผลเป็นเศรษฐกิจ     ที่งดงาม ให้ใบเป็นศาสนธรรมที่ร่มรื่นโดยมีองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่ห ัวเป็นรากแก้ว           ของแผ่นดิน

             คนทุกคนคือหน่วยเล็ก ๆ หน่วยหนึ่งในสังคม  ถ้าหากหน่วยใดหน่วยหนึ่งมีความบกพร่อง ย่อมทำให้บกพร่องทั้งกระบวนการ ทรายแต่ละเม็ดโดยธรรมชาติมีความแข็งอยู่ในตัวของมันอยู่แล้ว แต่ถ้าอยู่กระจัดกระจายกันก็ไม่มีประโยชน์อันใด หากเรานำน้ำปูน และทรายมาผสมรวมกัน           ก็จะจับตัวกันแข็งเป็นคอนกรีตสามารถสร้างเป็นกำแพงได้ เช่นเดียวกับมนุษย์ หากมี                   ความสมานฉันท์ธรรม เป็นน้ำประสาน มนุษย์ก็จะมีพลังยิ่งใหญ่สามารถป้องกันและสร้าง         ความเจริญให้แก่ประเทศชาติได้

             ผืนฟ้าย่อมสุกสกาวด้วยแสงดาว  แต่ผืนดินต้องสุกสกาวด้วยแสงแห่งความสมานฉันท์      ถึงเวลาแล้วหรือยัง ที่เราผู้รักแผ่นดินจะหันมาร่วมมือร่วมใจช่วยเหลือซึ่งกันและกั น แม้เราไม่ใช่แม่น้ำเจ้าพระยาที่กว้างใหญ่ แต่เราก็เป็นหยดน้ำเล็ก ๆ ที่พร้อมจะรวมตัวกันเป็นกระแสน้ำ         แห่งความสมานฉันท์ที่จะสนองเบื้องพระยุคลบาทขององค์พระบทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัว เพื่อพัฒนาประเทศชาติให้รุ่งเรืองสมดังพระราชปณิธานของพระองค์

 

 

 

 

นายบุตรธาน  ชาญสมุทร

นักศึกษาชั้นปีที่ ๒ โปรแกรมภาษาอังกฤษ

 คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาราชภัฎสุราษฎร์ธานี

จังหวัดสุราษฎร์ธานี



__________________
Back to Top View จั่นเจา's Profile Search for other posts by จั่นเจา Visit จั่นเจา's Homepage
 
จั่นเจา
Admin Group
Admin Group
Avatar
ทำดีอย่ามีเพียงพอ

Joined: 01 กันยายน 2007
Location: เชียงใหม่
Posts: 898
Posted: 08 กันยายน 2007 at 2:28am | IP Logged  

รองชนะเลิศ อันดับ ๒ ประเภท บทความ

การประกวดคำขวัญ กลอนสุภาพ และบทความ เฉลิมพระเกียรติ ๕ ธันวามหาราช

หัวข้อ “เศรษฐกิจพอเพียง คือ ฐานแห่งคุณธรรมนำสู่สังคมสมานฉันท์”

 

             “เศรษฐกิจพอเพียงเป็นเสมือนรากฐานของชีวิต รากฐานของความมั่นคงของแผ่นดิน   เปรียบเสมือนเสาเข็มที่ถูกตอกรองรับบ้านเรือนตัวอาคารไว้นั่นเอ ง สิ่งก่อสร้างจะมั่นคงได้ก็อยู่ที่เสาเข็มแต่คนส่วนมากมองไม่เห็ นเสาเข็มและลืมเสาเข็มเสียด้วยซ้ำไป ”

             (พระราชดำรัสพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จากวารสารชัยพัฒนา)

             นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณเป็นอย่างยิ่ง ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระราชทานแนวพระราชดำริ “เศรษฐกิจพอเพียง” แก่พสกนิกรชาวไทย เพราะปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเปรียบเสมือนการลงเสาเข็มให้สังคมไท ย เป็นรากฐานของชีวิต เป็นรากฐานของประเทศโดย        ในหลวงทรงเป็นวิศวกรที่ออกแบบโครงสร้างฐานรกให้เหมาะสมกับวัฒนธ รรมและวิถีชีวิต      ของประชาชนชาวไทย

             คำว่า เศรษฐกิจ หมายถึง งานอันเกี่ยวกับการผลิต การจำหน่ายจ่ายแจก และการบริโภค     ใช้สอยสิ่งต่าง ๆ ส่วนความพอเพียง ประกอบด้วย ๓ คุณลักษณะ คือ ความพอประมาณ ความมีเหตุผล และการมีภูมิคุ้มกันที่ดีในตัว ถ้าจะอธิบายโดยง่าย ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ก็คือ การหาอยู่หากินแบบพอดี มีเหตุผล และสามารถปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปได้ ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเป็นปรัชญาที่ชี้ให้เห็นถึงแนวทาง การดำรงอยู่และปฏิบัติตนของประชาชน         ที่ยึดหลักทางสายกลาง เหมาะสมไม่มาไม่น้อยเกินไป ไม่เบียดเบียนตนเองและผู้อื่น โดยอยู่ภายใต้        ๒ เงื่อนไข คือ ความรู้และคุณธรรม ด้านความรู้ ต้องรู้สึกรอบคอบ และรอบรู้ ด้านคุณธรรม       ต้องอดทน พากเพียร และซื่อสัตย์สุจริต เมื่อเขียนเป็นทฤษฎีอาจรู้สึกว่ายุ่งยากซับซ้อน แต่เมื่อ      ได้ลงมือปฏิบัติจะพบว่าเศรษฐกิจพอเพียงก็คือพื้นฐานวิถีชีวิตดั ่งเดิมของสังคมไทยที่อาศัยธรรมะและธรรมชาติหล่อเลี้ยงชีวิตให้ด ำเนินไปอย่างเท่าทันทัดเทียมในแบบของคนไทย

             ถึงแม้ว่าปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงจะสอนให้คนรู้จักการพึ่งพาตนเอง แต่การพออยู่พอกินเฉพาะของตัวเองนั้นไม่ใช่หลักการของเศรษฐกิจพ อเพียง เพราะเศรษฐกิจพอเพียงที่แท้จริงต้องมีการแลกเปลี่ยนกัน ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน และมีความสามัคคีของคนในสังคม ดังบางส่วน          ในพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเนื่องในวโรกาสวันเ ฉลิมพระชนมพรรษา          ๒๓ ธันวาคม ๒๕๔๒ ที่ว่า “....ฉะนั้นเศรษฐกิจพอเพียงนี้ ก็มีเป็นขั้น ๆ แต่จะบอกว่าเศรษฐกิจพอเพียงนี้ให้พอเพียงเฉพาะตัวเองร้อยเปอร์เ ซ็นต์ นี่เป็นสิ่งที่ทำไม่ได้ จะต้องมีการแลกเปลี่ยนต้องมีการช่วยกัน พอเพียงในทฤษฎีของในหลวงนี้ คือให้สามารถที่ดำเนินงานได้”

             สามารถที่ดำเนินงานได้ ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกคนทุกฝ่ายในสังคม ตั้งแต่ระดับครอบครัว ระดับหมู่บ้าน อำเภอ จังหวัด และประเทศ เศรษฐกิจพอเพียงจึงไม่ได้เป็นเพียงฐาน     แห่งการดำรงชีวิตอยู่ของบุคคลเท่านั้น ยังเป็นฐานแห่งคุณธรรมที่นำชุมชนเข้าสู่สังคมแห่ง       ความสามัคคี ความสงบสุข และความสามานฉันท์ด้วย

             ความสมานฉันท์เป็นสิ่งที่ทุกสังคมต้องการ หรืออาจกล่าวได้ว่าเป็นสิ่งที่จำเป็นต้องมีหรือต้องทำให้เกิดขึ ้น บ้านใดเมืองใดไร้ซึ่งความรักใคร่ กลมเกลียว ปรองดองและเข้าใจกันบ้านเมืองนั้นก็จะมีแต่ความเดือดเนื้อร้อนใ จ หวาดระแวง ไม่ไว้วางใจกัน ถึงจะมีเงินทองมากมายเศรษฐกิจรุ่งเรืองเพียงใด ก็ไม่อาจนำความสงบสุขเข้าสู่คนในสังคมได้ ประเทศไทยของเราเป็นสังคม        ชาวพุทธยึดถือธรรมะเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิต โดยมีสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นศูนย์รวม  ยึดเหนี่ยวจิตใจ แนวพระราชดำริเศรษฐกิจพอเพียงที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรง พระราชทานให้แก่ปวงชนชาวไทยนั้น นอกจากจะมุ่งส่งเสริมให้เกอดความสมดุลในด้านเศรษฐกิจ                  ตามแนวทฤษฎีใหม่แล้ว ยังแฝงนัยทางคุณธรรมโดยเฉพาะในเรื่องของความสามัคคีและ                   ความสมานฉันท์ไว้ด้วย

             ความสมานฉันท์คือความพอใจร่วมกัน ความเห็นพ้องกัน สังคมสมานฉันท์ก็คือการที่คนในสังคมมีความคิดเห็นที่สอดคล้องไป ในทิศทางเดียวกัน ยอมรับในความแตกต่างแต่ไม่ยอมให้เกิดความแตกแยก ทำอย่างไรโครงสร้างทางสังคมจึงแข็งแรงไม่เกิดความแตกแยก คำตอบก็คือ         ต้องวางรากฐานชีวิตด้วยเศรษฐกิจพอเพียง และต้องตอกเสาเข็มคุณธรรมลงในหัวใจของประชาชน

             คุณธรรมจากปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงที่จะนำสังคมสู่ความสมานฉันท์ม ีหลายประการ    อันประกอบด้วย

             - ความพอประมาณ ทำให้เราผลิตและบริโภคโดยไม่เบียดเบียนให้ผู้เดือดร้อน

              - ความมีเหตุผล ทำให้มีการไตร่ตรองคิดพิจารณาอย่างรอบคอบก่อนที่จะทำการงานสิ่ง ใดโดยต้องคำนึงถึงผลอันอาจจะเกิดขึ้นกับตนเองและผู้อื่น

             - การมีภูมิคุ้มกัน เป็นการเตรียมพร้อม คาดการณ์ถึงเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตร่วมกันคิดหาทางป้องก ันและแก้ไขปัญหา

             - ความซื่อสัตย์ทุจริต ทำให้ไม่เบียดเบียน ไม่คดโกง ไม่ทำผิดศีลธรรม และไม่ทำร้ายผู้อื่น

             - ความอดทน คือการรู้จักอดใจ ข่มใจ อดกลั้นต่อปัญหาและความกดดันจากสิ่งรอบข้าง

             - ความเพียร คือความตั้งใจพยายามทำงานจนกว่าจะประสบความสำเร็จ ยึดถือผลสัมฤทธิ์ของงานเป็นที่ตั้งโดยไม่คำนึงว่าจะต้องเป็นควา มคิดหรือความสามารถของตนเองแต่เพียงผู้เดียว

             - ใช้สติปัญญาในการดำเนินชีวิต ใช้สติกำกับในการทำงาน รู้เท่าทันอารมณ์ และจิตใจของตนเอง และเอาใจใส่จิตใจของผู้อื่น

             ไม่ว่าโลกจะหมุนเวียนเปลี่ยนแปลงไปเท่าใด สังคมโลก สังคมมนุษย์ก็ยังต้องการความสมานฉันท์ ถือเป็นความโชคดีของชาวไทยที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระ ราชทานปรัชญาอันล้ำค่า     ที่เป็นฐานรากแห่งคุณธรรมนำสู่สังคมแห่งความสามัคคี สงบสุขและสมานฉันท์เพียงเราน้อมนำแนวปรัชญามาปฏิบัติก็จะขจัดได ้ทุกปัญหา อาคารที่แข็งแรงมั่นคงที่ชื่อว่าประเทศไทยก็จะตั้งตระหง่านอยู่ ได้ด้วยรากฐานของคุณธรรมเศรษฐกิจพอเพียง

 

 

 

นางสาวสายชล  บุตรเสน่ห์

ข้าราชการครู คศ ๒ โรงเรียนลาดยาววิทยาคม

จังหวัด นครสวรรค์



__________________
Back to Top View จั่นเจา's Profile Search for other posts by จั่นเจา Visit จั่นเจา's Homepage
 
จั่นเจา
Admin Group
Admin Group
Avatar
ทำดีอย่ามีเพียงพอ

Joined: 01 กันยายน 2007
Location: เชียงใหม่
Posts: 898
Posted: 08 กันยายน 2007 at 2:28am | IP Logged  

ชมเชย ๑  ประเภท บทความ

เศรษฐกิจพอเพียง  คือ  ฐานแห่งคุณธรรมนำสู่สังคมสมานฉันท์

 

                  พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชดำรัส พระราชทานให้ประชาชนไทย  เมื่อวันที่ ๔ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๔๐   ในพระราชดำรัสตอนหนึ่งมีใจความว่า      “การจะเป็นเสือนั้นมันไม่สำคัญ สำคัญ

อยู่ที่เราพออยู่พอกิน และมีเศรษฐกิจ การเป้นอยู่แบบพอมีพอกิน   แบบพอมีพอกิน   หมายความว่า  อุ้มชู

ตัวเองได้  ให้มีพอเพียงกับตัวเอง”     พระราชดำรัสนี้มีใจความสำคัญ    กล่าวถึง        “เศรษฐกิจพอเพียง”

นั่นเอง               เป็นพระราชดำรัสที่ทรงคุณค่าและมีความหมายไม่เพียงแต่เฉพาะประช าชนคนไทยเท่านั้น

แม้แต่ต่างชาติหลายชาติก็ให้ความสนใจนำไปศึกษา       เพื่อปรับใช้ให้เหมาะสมกับชาตินั้น ๆ สำหรับผู้ที่

ปฏิบัติตนตามแนวพระราชดำรัสอย่าแล้ว  แทบจะมี่ต้องแปลความหมายใด ๆ   เพราะทุกถ้อยคำสามารถอธิบายความหมายในตัวชัดเจนอยู่แล้ว           แต่หากผู้ที่ยังไม่ลงมือปฏิบัติหรือยังไม่เข้าใจก็ต้องอธิบายให ้

เข้าใจความหมายก่อน

                    ทุกวันนี้คงมีคนไทยน้อยคนนักที่จะไม่รู้จัก  หรือไม่เคยได้ยิน    คำว่า เศรษฐกิจพอเพียง   คำว่าคุณธรรม  และอีกคำ คือ   สมานฉันท์  เพราะคำทั้งสามคำนี้เป็นจุดเริ่มต้นของการดำรงชีวิตอยู่ในสังคม ได้อย่างมีความสุข   “เศรษฐกิจพอเพียง”     เป็นปรัชญาที่ชี้แนวทางการดำรงอยู่และการประพฤติ   ปฏิบัติตนของประชาชนในทุกระดับ   “คุณธรรม”  เป็นภาวะทางจิตใจที่ประชาชนทุกระดับก็ควรจะมีไว้ด้วยเช่นกัน    เพราะการปฏิบัติหน้าที่ใด ๆ      ก็ตามหากเราเอาคุณธรรมที่มีอยู่ในจิตใจนั้นออกมาประกอบการทำงาน ด้วย หน้าที่ที่ปฏิบัติงานที่ทำก็จะออกมาดีเป็นที่พอใจของทุกฝ่าย   ส่วน   “สมานฉันท์”        เป็นบ่อเกิดแห่งความสามัคคีของคนในชาติ        อันจะนำไปสู่ความเข็มแข็งของความเป็นชาติที่เจริญรุ่งเรืองอย่า งยั่งยืน      ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยเราก็ต้องการคำทั้งสามคำนี้มาก        เพราะจะทำให้ประชาชนมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี      เพื่อให้สังคมสงบสุขและเพื่อให้ประชาชนในชาติมีความรัก  ความสามัคคี      เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน   สังคมใดอยากมีสภาพดังที่กล่าวมา     จะต้องนำคำทั้งสามคำนี้ไปสู่การปฏิบัติอย่างจริงจัง จริงใจเพื่อให้เกิดผลอย่างแท้จริง

                  หากจะกล่าวถึงคำทั้งสามคำนี้เป็นภาพรวมดังข้อความข้างต้น        หลายคนก็คงจะนึกไม่ออกว่า

เกี่ยวโยงกันอย่างไร  และจะนำไปปฏิบัติให้เกิดผลได้ในลักษณะใด    ดังนั้น   จึงอยากให้คำอธิบายและให้

แนวคิดเพื่อเป็นหลักการนำไปใช้ดังนี้

                คำว่า    “เศรษฐกิจพอเพียง”    เป็นปรัชญาที่ชี้แนวทางการดำรงอยู่และปฏิบัติของประชาชนในทุกระดับ    ตั้งแต่ระดับครอบครัว   ระดับชุมชน    จนถึงระดับรัฐ    ทั้งในการพัฒนาและบริหารประเทศให้ดำเนินไปใน  ทางสายากลาง  ความพอเพียง  คือ ความพอประมาณ (พอดีพอเหมาะต่อความจำเป็น,พอประมาณ

 

 

 

 

ตามอัตภาพ,ไม่มากเกินไปและไม่น้อยเกินไป    ความมีเหตุผล         (ตามหลักวิชา,ตามกฎหมาย,ตามหลัก

ศีลธรรม,ตามกฎเกณฑ์ของสังคมและตามความจำเป็นในการดำรงชีวิต)   และมีระบบภูมิคุ้มกันที่ดี     เพื่อ

ไม่ให้ได้รับผลกระทบจากความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นทั้งจากภายใน และภายนอก     (ด้านวัตถุ,ด้านสังคม,

ด้านสิ่งแวดล้อมและด้านวัฒนธรรม  เช่น  ประหยัดอดออม   ลดหนี้ มีกองทุนป้องกันวิกฤต    มีการลงทุน

ที่เสี่ยงน้อยและมีการลงทุนเพื่อพัฒนาสถาบัน ประเทศชาติ)      เศรษฐกิจพอเพียงเป็นแนวคิดเพื่อนำไปใช้

ในการดำรงชีวิตให้มีความสุข      อยู่อย่างชาญฉลาด        สามารถดำรงตนอยู่ได้แม้ว่าสถานการณ์ทางด้าน

เศรษฐกิจ   สังคม   การเมือง   ตลอดจนด้านอื่น ๆ  จะเปลี่ยนแปลงไปพร้อมกับกระแสโลกาภิวัตน์   ก็ตาม

เพราะเป็นเรื่องที่ไม่สามารถกำหนดกฎเกณฑ์   หรือหลีกเลี่ยงที่จะไม่เข้าไปเกี่ยวข้องได้        ดังนั้น     หาก

ประชาชนรู้จักกิน  รู้จักอยู่  ใช้ชีวิตบนฐานของความพอเพียง  ก็สามารถยืนหยัดอยู่ได้ด้วยตนเอง

                      คำว่า      “คุณธรรม”   คือ  ภาวะที่เกิดขึ้นภายในจิตใจ  เป็นสิ่งกำกับจิตใจ  เพื่อให้เกิดผลเป็น

พฤติกรรมแสดงออก หรืออาจกล่าวได้ว่า            คุณธรรมเป็นสิ่งที่ไม่มีตัวตน แต่ทุกคนจะสังเกตเห็นได้ก็

ต่อเมื่อมีการกระทำเกิดขึ้น  เช่น   การแสดงออกทางด้านร่างกาย  อารมณ์  สังคม  ซึ่งเมื่อนั้นผู้ที่อยู่รอบข้างก็จะรู้สึกทันทีว่าคนๆ นั้นมีคุณธรรมหรือไม่มีคุณธรรม       คนมีคุณธรรม คือคนที่มีสิ่งกำกับจิตใจในเรื่องวามดี  ความจริงและความงาม  ส่วนคนไร้คุณธรรม  คือ    คนที่มีสิ่งกำกับจิตใจในเรื่องความชั่วหรือไม่ดีความเท็จ  และความไม่งดงามทั้งหลาย    บางครั้งคุณธรรมก็    คือ    หน้าที่ ที่ต้องทำ  ทั้งต่อตนเองและต่อผู้อื่น  หน้าที่ต่อตนเอง   คือ   ต้องมีคุณธรรมอยู่ในตัวเช่น    พูดดี   ทำดี    ใจดี     มีความซื่อสัตย์  ไม่ทำร้ายตนเองด้วยกรณีใด ๆ       การใช้ชีวิตโดยยึดแนวทาง     “เศรษฐกิจพอเพียง”   ก็ถือว่ามีคุณธรรมในตนเองเพราะตนเองไม่เดือนร้อน   ไม่เกิดความทุกข์ใจ    ทุกข์กาย ส่วนหน้าที่ต่อผู้อื่น    คือ          ให้ความเมตตาช่วยเหลือ  เผื่อแผ่  มีความจริงใจ  ซื่อสัตย์ต่อชุมชน  สังคม  ประเทศชาติ

                      ปัจจุบันแม้ว่าระเบียบ กฎเกณฑ์ ขนบธรรมเนียม  วัฒนธรรม  อันดีงามหลายอย่างที่สืบทอดมาตั้งแต่บรรพบุรุษจะเปลี่ยนแปลงไป     แต่ความมีคุณธรรมก็ยังต้องมีอยู่       เพราะคุณธรรมเป็นหน้าที่ที่

จะต้องสืบทอดรักษาไว้      เพื่อจรรโลงชีวิตและสังคมให้    น่าอยู่    น่าอาศัย     โดยเฉพาะสังคมเศรษฐกิจ

พอเพียง    ที่ต้องพึ่งพาอาศัยกัน    ช่วยเหลือกัน    ให้พอควรแก่ฐานะ    โดยที่ผู้ให้ความช่วยเหลือและผู้รับ

ความช่วยเหลือไม่เดือดร้อนทั้งสองฝ่าย

                     คำว่า     “สมานฉันท์”     คือ       ความพอใจร่วมกันความเห็นพ้องต้องกัน  สังคมจะเกิดความ

สมานฉันท์    ได้ก็ต้องมีวิธีการทำให้เกิด    คือ      คนในสังคมทุกฝ่ายจะต้องเห็นพ้องต้องกัน มีความพอใจร่วมกัน   ในสิ่งที่กระทำและความสำเร็จจากการกระทำ   ไม่ใช่เห็นพ้องต้องกันในสิ่งที่กระทำ    แต่ผลจากการกระทำฝ่ายหนึ่งไม่พอใจ  ฝ่ายหนึ่งพอใจ  อย่างนี้ถือว่า  สมานฉันท์  ไม่ได้  เพราะไม่พอใจร่วมกัน

 

 

 

 

           สมานฉันท์ เป็นพื้นฐานสำคัญที่จะทำให้สังคมสงบสุข สังคมใดที่มีปัญหาหรือมีความขัดแย้งกัน

ไม่ว่าจะด้วยปัญหาอันเกิดจากเศรษฐกิจ  สังคม  การเมือง  วัฒนธรรม  เชื้อชาติ  ศาสนา  หรือปัญหาอื่น ๆ

อันจะนำไปสู่ความขัดแย้ง  ย่อมทำให้สังคมนั้น ๆ  ไม่เกิดความสมานฉันท์ได้

                    “เศรษฐกิจพอเพียง     คือ    ฐานแห่งคุณธรรมนำสู่สังคมสมานฉันท์”        เป็นการรวมคำที่มี

ความหมายดีสามคำ    เพื่อนำไปสู่การปฏิบัติให้เกิดผลได้ดี    เศรษฐกิจพอเพียงทุกคน   ทุกสังคมสามารถ

ทำได้ และเป็นสิ่งควรทำ     เพราะจะทำให้ตนเองมีความสุขในการใช้ชีวิตและทำให้สังคมเข้มแข็ง ทางด้าน

เศรษฐกิจ             ไม่สั่นคลอนไปตามกระแสโลกมากนักหรืออาจจะไม่ได้รับผลกระทบเลยก็ ได้หากทุกคนร่วมมือกันทำให้เกิดผล      คุณธรรม     ทุกคนต้องมีให้ได้ทั้งต่อตนเองและต่อผู้อื่น   ที่ใช้คำว่า    “ต้อง” ก็เพราะคุณธรรมจำเป็นมากที่ทุกคนจะต้องมี สังคมไทยทุกวันนี้ต้องการคนมีคุณธรรม       ทั้งผู้นำ ผู้ตามทุกฝ่าย    จะต้องนำเอาคุณธรรมเข้าไปร่วมในการปฏิบัติหน้าที่ทุกอย่าง เช่น คำขวัญที่ว่า         “มีความรู้ คู่คุณธรรม”     เป็นการนำเอาคุณธรรมเข้าไปร่วมกับการศึกษาหาความรู้     คนจะมีความรู้อย่างเดียวไม่ได้ต้องมีคุณธรรมด้วย  คนมีความรู้  แต่ไม่มีคุณธรรม  ก็เป็นคนดีไม่ได้  ทำให้สังคมสงบสุขไม่ได้  เพราะไม่เห็นใจ ไม่ใส่ใจในกิจการงานส่วนรวม    เห็นประโยชน์ของตนเป็นที่ตั้ง     ก็จะกลายเป็นคนเห็นแก่ตัวไปทันที   สมานฉันท์    ก็เหมือนกัน    เพศ    วัย    สังคม    เชื้อชาติ    ศาสนา   ไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อการที่จะสมานฉันท์กัน  เพราะสามานฉันท์ไม่ใช่การแตกแยก  แต่เป็นการพอใจร่วมกัน เห็นพ้องต้องกันที่จะทำให้สังคมที่ตนอาศัยอยู่เกิดความสงบสุข     เกิดความสามัคคีกัน     ซึ่งต้องใช่ความพยายาม    ความร่วมมือกันของทุกฝ่าย

                    แต่อย่างไรก็ตาม    พื้นฐานที่จะทำให้เกิดสังคมสมานฉันท์  คนมีคุณธรรมได้ ก็  คือ    แนวทาง

“เศรษฐกิจพอเพียง”    เพราะทุกคนทุกฝ่ายมีความพอใจ   พอมี   พอกิน  ตามฐานะ  ตามความจำเป็น  ไม่

เดือดร้อน    เมื่อเศรษฐกิจพอเพียง  คนในสังคมก็จะมีความสามัคคี   สังคมไม่สับสนวุ่นวายเพราะแก่งแย่ง

ชิงดีชิงเด่นกัน  พอใจในสภาพที่เป็นอยู่       “คุณธรรมกับสมานฉันท์”        จึงจะเกิดผลตามมา    เมื่อรวม

ความแล้วจึงได้ว่า  “เศรษฐกิจพอเพียง  คือ  ฐานแห่งคุณธรรมนำสู่สังคมสมานฉันท์”

                    ท้ายนี้ขออัญเชิญพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่พ ระราชทานเนื่องในโอกาส

วันขึ้นปีใหม่  เมื่อวันที่  ๓๑  ธันวาคม  ๒๕๔๕  มาแสดงตอนหนึ่งว่า  “ข้าพเจ้าจึงปรารถนาอย่างยิ่ง  ที่จะ

เห็นชาวไทยมีความสุขถ้วนหน้ากัน  ด้วยการให้    คือ    ให้ความรัก ความเมตตากัน  ให้น้ำใจไม่ตรีกันให้

อภัยไม่ถือโทษโกรธเคืองกั้น    ให้การสงเคราะห์   อนุเคราะห์กัน    โดยมุ่งดี  มุ่งเจริญต่อกัน     ด้วยความ

บริสุทธิ์ใจและจริงใจ”

นางสาว ภัทรมาศ   สุ่มมาตย์

ครูชำนาญการ   วิทยาลัยอาชีวศึกษาร้อยเอ็ด

จังหวัดร้อยเอ็ด



__________________
Back to Top View จั่นเจา's Profile Search for other posts by จั่นเจา Visit จั่นเจา's Homepage
 
จั่นเจา
Admin Group
Admin Group
Avatar
ทำดีอย่ามีเพียงพอ

Joined: 01 กันยายน 2007
Location: เชียงใหม่
Posts: 898
Posted: 08 กันยายน 2007 at 2:28am | IP Logged  

ชมเชย ๒  ประเภท บทความ

เศรษฐกิจพอเพียง  คือ ฐานแห่งคุณธรรมนำสู่สังคมสมานฉันท์

 

“...ในการพัฒนาประเทศนั้นจำเป็นต้องทำตามลำดับขั้น    เริ่มด้วยการสร้างพื้นฐาน      คือ        ความมีกินมีใช้

ของประชาชนก่อนด้วยวิธีการที่ประหยัดระมัดระวัง  แต่ถูกต้องตามหลักวิชา  เมื่อพื้นฐานเกิดขึ้นมั่นคงพอควรแล้ว  จึงค่อยสร้างเสริมความเจริญขั้นที่สูงขึ้นตามลำดับต่อไป...”

                  พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว   พระราชทานพระบรมราโชวาทในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์  วันที่ ๑๙ กรกฎาคม  พ.ศ.๒๕๑๗

          จากพระบรมราโชวาทนี้        สะท้อนให้เห็นแนวทางในการพัฒนาที่อยู่บนพื้นฐานของการพึ่งตนเอง

ความพอมีพอกิน  พอมีพอใช้   การรู้จักความพอประมาณ การคำนึงถึงความมีเหตุผล     การสร้างภูมิคุ้มกันที่ดี

และทรงเตือนสติประชาชนคนไทยไม่ให้ประมาท         ตระหนักถึงการพัฒนาการตามลำดับขั้นตอนที่ถูกต้อง

ตามหลักวิชา  ตลอดจนมีคุณธรรม  อันเป็นคุณสมบัติประจำตน   ทั้งหมดนี้เป็นรอบในการดำรงชีวิตซึ่งเป็นที่

รู้จักกันภายใต้ชื่อว่า  เศรษฐกิจพอเพียง

                  คนไทยในอดีตมีวิถีชีวิตที่เรียบง่าย     อยู่บนพื้นฐานของการทำอาชีพเกษตรกรรม        เพราะมีปัจจัย

สนับสนุนที่เหมาะสม  ประกอบกับความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติ              ทำให้คนไทยส่วนใหญ่

สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ด้วยความมั่นคงการประกอบกิจกรรมทางการเก ษตร เป็นการพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน

ด้วยความเต็มใจ       อันแฝงไว้ด้วยความงดงามของจิตใจ  ทำให้สังคมไทยมีความสงบสุข และต่างก็มีความสุข

อยู่บนความภาคภูมิใจในแผ่นดินไทย  จนคนทั่วโลกได้ตั้งฉายาให้กับประเทศไทยว่า “สยามเมืองยิ้ม”

                            ตรงกันข้ามกับคนไทยในปัจจุบัน ที่พยายามก้าวทันกับความเจริญของโลก จนลืมพื้นฐานดั้งเดิม

เป็นสาเหตุให้เกิดความวุ่นวาย และบั่นทอนความสงบสุขที่เคยเป็นมาในอดีต     มุ่งเน้นการพัฒนาทางด้าน

เศรษฐกิจ  จนก่อให้เกิดผลกระทบตาสมมา   ทั้งความเสื่อมโทรมของทรัพยากร และระบบโครงสร้างทางสังคม

ก็เปลี่ยนแปลงไป  ทำให้คนเห็นแก่ตัวมากขึ้น      แสวงหาผลประโยชน์ให้กับตนเองอย่างไม่รู้จักพอ  ก่อให้เกิดความเหลื่อมล้ำของรายได้ ประชาชนส่วนใหญ่ไม่สามารถพึ่งพาตนเอง   ต้องรอรับการช่วยเหลือจากหน่วยงานของทางราชการ

                    จากสภาพปัญหาดังกล่าว  พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  ทรงเล็งเห็นมาโดยตลอด    จึงพระราชทาน

ปรัชญา  “เศรษฐกิจพอเพียง” แก่พสกนิกรชาวไทย  ตั้งแต่ก่อนเกิดวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจ เศรษฐกิจพอเพียง

ชี้ถึงการดำรงอยู่และการปฏิบัติตนของประชาชนในทุกระดับ  ตั้งแต่ระดับครอบครัว และชุมชนจนถึงระดับรัฐ    ทั้งในด้านการพัฒนาและบริหารประเทศ  ให้ดำเนินไปในทางสายกลาง  โดยเฉพาะความยั่งยืนทางเศรษฐกิจ  เพื่อให้ก้าวทันความเปลี่ยนแปลงของโลก ที่เป็นไปอย่างรวดเร็ว

                 ความพอเพียง     หมายถึง    ความพอประมาณ ความมีเหตุผล   รวมถึงความจำเป็นที่จะต้องมีระบบภูมิคุ้มกันในตัวที่ดีพอควร

                 ความพอประมาณ    เป็นคุณลักษณะที่จะต้องได้รับการปลูกฝังมาตั้งแต่เด็ก    เพื่อจะได้มีความยั่งยืนเมื่อเติบโตขึ้น  และเมื่อมีปฏิสัมพันธ์กับคนในสังคม  จะต้องรู้จักศักยภาพของตน ไม่คิดเบียดเบียนตนเอง  ผู้อื่นรวมทั้งทำลายสิ่งแวดล้อม     สิ่งสำคัญจะต้องคำนึงถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์  ส่งนี้จะช่วยให้คนไม่มีความโลภพอใจตามที่ตนมี  ยินดีตามที่ตนได้  ไม่ก่อความเดือดร้อนให้กับสังคม

         ความมีเหตุผล      เป็นหลักอย่างหนึ่งของคนที่สัมมาทิฎฐิ   คือ  การเห็นถูก การกระทำทุกอย่างจะต้องมีเหตุและผลที่ตามมาดำรงชีวิตอยู่ด้วยคว ามไม่ประมาทรู้จักแสดงความรู้อยู่ตลอดเวลา   เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการประกอบอาชีพ มีความระลึกได้ รู้ตัวอยู่เสมอ  ถ้าคนมีจิตรสำนึกที่ดีตั้งแต่เริ่มแรก  โดยคำนึงถึงประโยชน์ส่วนรวมเป็นหลัก  ย่อมละเว้นซึ่งการกระทำอันจะก่อให้เกิดผลเสียต่อตนเอง และประเทศชาติ

                การสร้างภูมิคุ้มกัน    เป็นวิธีการที่ปลูกฝังให้คนรู้จักประหยัด รู้จักรักษาทรัพย์เพื่อนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด  สงเคราะห์ตนและครอบครัวได้อย่างไม่ขาดเขิน  นำมาซึ่งความสุขทั้งทางร่างกายและจิตใจ  เมื่อสุขภาพดีก็มีความพร้อมที่จะปฏิบัติงานให้เกิดประโยชน์แก่ต นเอง และสังคม            ดังคำกล่าวที่ว่า“อโรคยา  ปรมาลาภา”     ความไม่มีโรคเป็นลาภดันประเสริฐนั่นเอง

                  อย่างไรก็ตาม  การดำเนินชีวิตตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง  จะต้องอาศัยความรอบรู้  ความรอบคอบและระมัดระวัง   และจะต้องเสริมสร้างพื้นฐานจิตใจของคนในชาติทุกภาคส่วน  ให้มีความเป็นเอกภาพมีเป้าหมายให้เกิดความสมานฉันท์ขึ้นในสังคม ได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน  ทุกคนจะต้องมีสำนึกคุณธรรมความซื่อสัตย์สุจริต  และใช้ความรอบรู้ที่เหมาะสมในการดำเนินชีวิตด้วยความอดทน  ความเพียร  มีสติใช้ปัญญาและมีความรอบคอบ

                 การมีวิถีชีวิตตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงให้เกิดความสมานฉันท์ขึ ้น ในสังคมเพราะเป็นแนวคิดที่นำหลักคำสอนของพุทธสาสนา    ที่สอนให้มีเหตุผล    การมีคุณธรรม   จริยธรรม    การไม่เอารัดเอาเปรียบกัน

การเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่กัน การใช้ทรัพยากรอย่างประหยัดและคุ้มค่า  การเดินทางสายกลาง      การพัฒนาอย่างค่อย

เป็นค่อยไป    เป็นการเติบโตอย่างมั่นคง  และยั่งยืนภายใต้กระแสโลกาภิวัตน์  และการเปลี่ยนแปลงของสังคมโลกตลอดเวลา

                  ทุกคนในสังคมไทยจะต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นอันด ับแรก    จะต้องสร้างภูมิคุ้มกันให้เกิดขึ้นในจิตใจ  มีความเข้มแข็งที่จะตั้งมั่นอยู่ในความดี  ยินดีเสียสละความสุขส่วนตนเพื่อประโยชน์ของส่วนรวม  ถ้าทุกคนเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน  ไม่ขัดแย้งทางความคิดและการกระทำ  เพราะต่างก็คิดดี  พูดดี  ทำดี เชื่อได้ว่าสังคมไทยจะเปี่ยมไปด้วยความรัก  ความสามัคคี  อันจะเป้นพลังนำไปสู่ความสมานฉันท์  คือ  ความพอใจร่วมกัน  ความเห็นพ้องกัน  ภูมิใจในความเป็นคนไทย  ยึดถือการดำรงชีวิตแบบไทย  โดยนำแนวคิดแบบพออยู่พอกินในอดีตมาประยุกต์ให้เข้ากับวิถีชีวิต ที่ซับซ้อนในปัจจุบัน  รู้จักกิน  รู้จักใช้  อยู่อย่างไม่ฟุ่มเฟือยรับผิดชอบต่อตนเองอย่างไม่เฉื่อยชา  รู้รักสามัคคีเพื่อสร้างสรรค์สิ่งที่ดีให้แก่ส่วนรวม  ประเทศไทยจะเป็นสังคมที่มั่นคงด้วยพลังภายในบนรากฐานของปรัชญาเ ศรษฐกิจพอเพียง  และความมีคุณธรรม  ความมหัศจรรย์ของความพอเพียงจะบังเกิดขึ้นกับทุกคน  โดยมีเป้าหมายที่สำคัญ คือ ความสุขมวลรวมของประชาชน

                       การพัฒนาเป็นสิ่งที่ดี  เพราะเสริมสร้างความงอกงามให้เกิดขึ้นในสังคม  แต่การพัฒนาจะต้องค่อยเป็นค่อยไป  โดยอาศัยความร่วมมือจากประชาชนทุกระดับ  ถ้าทุกคนยึดหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง  เริ่มจากพึ่งตนเองได้  เป็นที่พึ่งของผู้อื่นได้  และที่สำคัญต้องอยู่บนพื้นฐานของความเป็นไทย คือ ความยิ้มแย้มแจ่มใสความมีน้ำใจ  มีคุณธรรม และวัฒนธรรมอันดีงาม  ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ที่นานาประเทศชื่นชมคนไทย  ให้สมกับได้ชื่อว่า  “แผ่นดินไทย  แผ่นดินธรรม  แผ่นดินทอง”

                      ท้ายที่สุดนี้ ขออัญเชิญกระแสพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาล ปัจจุบัน

ที่พระราชทาน  เมื่อวันที่  ๓๑  ธันวาคม  พ.ศ.๒๕๔๕  ความตอนหนึ่งว่า

              “...ข้าพเจ้าจึงปรารถนาอย่างยิ่ง ที่จะเห็นชาวไทยมีความสุข ก้าวหน้ากันด้วยการให้ คือให้ความรัก   ความเมตตากัน  ให้น้ำใจไมตรีกัน  ให้อภัย  ถือโทษโกรธเคืองกัน  อนุเคราะห์ก้นโดยมุ่งดี  มุ่งเจริญต่อกัน  ด้วยความบริสุทธิ์และจริงใจ...”

 

 

นายประกอบ   ตันมูล

ข้าราชการครู คศ ๑ โรงเรียนบ้านโพนวัฒนาวิทยา

จังหวัดนครพนม



__________________
Back to Top View จั่นเจา's Profile Search for other posts by จั่นเจา Visit จั่นเจา's Homepage
 
จั่นเจา
Admin Group
Admin Group
Avatar
ทำดีอย่ามีเพียงพอ

Joined: 01 กันยายน 2007
Location: เชียงใหม่
Posts: 898
Posted: 08 กันยายน 2007 at 2:29am | IP Logged  

ชมเชย ๓  ประเภท บทความ

เศรษฐกิจพอเพียง  คือ ฐานแห่งคุณธรรมนำสู่สังคมสมานฉันท์

               “ในน้ำมีปลาในนามีข้าว”  เป็นสำนวนที่บ่งบอกถึงความอุดมสมบูรณ์ของชาติไทย ในปัจจุบันนี้ดินแดนที่อุดมสมบูรณ์  “ในน้ำมีปลาในนามีข้าว”  หาได้ยากลงไปทุกวัน ๆ เนื่องจากโลกของเราได้มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาอยู่ภายใต้กระแส โลกาภิวัตน์  ซึ่งเป็นความเปลี่ยนแปลงที่กระจายไปทั่วโลกไม่ว่าจะอยู่    จุดใดก็ได้รับผลกระทบจากสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วกว้างขวาง  เนื่องมาจากการพัฒนาระบบสารสนเทศเจริญก้าวหน้ามากขึ้นเป็นยุคโล กไร้พรมแดนไปเสียแล้ว  นับเป็นเวลากว่า  ๑๐ ปีแล้ว  ที่คนไทยต้องเผชิญกับวิกฤตเศรษฐกิจอย่างรุนแรงหลายระลอก  อันสืบเนื่องมาจากเศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลก  ประเทศไทยซึ่งสร้างรากฐานเศรษฐกิจที่ไม่มั่นคงมาตั้งแต่ต้น  เป็นระบบเศรษฐกิจที่ไม่พึ่งพาตนเองแต่กลับพึ่งพาปัจจัยภายนอกปร ะเทศเป็นส่วนใหญ่  เมื่อเศรษฐกิจตกต่ำทั่งโลกเราจึงได้รับผลหกระทบที่รุนแรงอย่างห ลีกเหลี่ยงไม่ได้การบริหารด้านเศรษฐกิจล้มเหลวฟองสบู่แตก   ความเสียหายระลอกแล้วระลอกเล่ายิ่งตอกย้ำความล้มเหลวของรากฐานเ ศรษฐกิจไทย  สร้างความเสียหายเกิดขึ้นต่อประเทศชาติใหญ่หลวงยิ่งคงเป็นบทเรี ยนราคาแพงที่แลกมาด้วยการสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินของคนไทยทั้ง ประเทศ

เราไม่สามารถป้องกันวิกฤตเศรษฐกิจ  โดยการยืนบทลำแข้งของเราได้เองเลยหรือ  เป็นคำถามที่ทุกคนเคลือบแคลงสงสัยมานาน

                  อันที่จริงแล้ว  พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราช มีพระราชดำรัสชี้แนะนำแก่พสกนิกรชาวไทยทั้งปวงให้ใช้ปรัชญาเศรษ ฐกิจพอเพียงเป็นแนวทาง และวิถีปฏิบัติในการดำเนินชีวิตเป็นเวลากว่า ๓๐ ปี แล้ว  พระองค์มีสายพระเนตรอันยาวไกลทรงเน้นย้ำถึงแนวทางพัฒนาประเทศชา ติที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของทางสายกลางและความไม่ประมาท   โดยคำนึงถึงความพอประมาณ  ความมีเหตุผล  การสร้างภูมิคุ้มกันในตัวเป็นเกราะป้องกันให้รอดพ้นจากวิกฤตเศร ษฐกิจ ตลอดจนใช้ความรู้คู่คุณธรรมเป็นพื้นฐานในการดำรงชีวิต  เพื่อให้ประเทศชาติสามารถดำรงอยู่ได้อย่างมั่นคงสถาพร  โดยไม่หวั่นเกรงต่อความเปลี่ยนแปลงใด ๆ เลย  การนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้เป็นแนวทางและวิถีปฏิบัติในการ ดำเนินชีวิตของคนในชาติตั้งแต่ระดับครอบครัว   ระดับชุมชน  และระดับประเทศ  รัฐบาลต้องจัดระบบการบริหารประเทศตั้งแต่ระบบรากหญ้าไปจนถึงระด ับชาติให้สอดคล้องกัน  โดยคำนึงถึงความพอเพียงเป็นหลักก็จะเป็นแนวทางป้องกันและแก้ปัญ หาวิกฤตเศรษฐกิจของชาติได้  โดยไม่ต้องพึ่งพาอาศัยปัจจัยภายนอกประเทศเลย  ถึงแม้จะมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นทั้งภายนอกและภายในประเทศก็ตา มจะไม่ส่งผลกระทบต่อเถียรภาพทางเศรษฐกิจของไทยให้ล้มเหลวอย่างท ี่เคยเกิดขึ้นมาแล้วอย่างแน่นอน เราก็ยืนบนลำแข้งของเราเองอย่างสง่างามเลยทีเดียว

          การสร้างความพอเพียงให้เกิดขึ้นกับวิถีชีวิตของชาวไทยทั้งปวงนั ้น  ต้องอาศัยความรู้คู่กับคุณธรรม  เราต้องมีความรอบรู้  ความรอบคอบและระมัดระวัง  ในการนำเอาหลักวิชาการมาใช้  ไม่เอามาทดลองใช้แบบหนูทดลองยา  อาจเกิดปัญหานำไปสู่ความล้มเหลวได้  เราต้องมีการวางแผนให้รอบคอบทั้งรายได้และรายจ่ายให้พอประมาณ  คำนึ่งผลประโยชน์ที่จะได้รับคุ้มค่าหรือไม่  แต่ทั้งนี้ต้องมีคุณธรรมด้วยเพราะหากผลประโยชน์ที่ได้มาเกิดจาก ความเห็นแก่ตัวเอารัดเอาเปรียบผู้อื่น   คดโกง  ไม่ซื่อสัตย์สุจริต  ฉ้อราษฎร์บังหลวงแล้วไซร้  จะก่อให้เกิดความเสียหายต่อชาติบ้านเมืองอย่างใหญ่หลวง  จึงต้องเสริมสร้างพื้นบานจิตใจชาวไทยให้มีคุณธรรมเริ่มจากแต่ละ บุคคลจะต้องมีสำนึกในคุณธรรม  รู้ผิดถูกชอบชั่วดี  ไม่เบียดเบียนตนเองและผู้อื่นมีการแบ่งปัน  เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่  รักษาศีลทั้งกาย  วาจา  และความคิด  ซื่อสัตย์สุจริตทั้งต่อตนเองต่อผู้อื่นและต่อหน้าที่ความรับผิด ชอบ  สิ่งเหล่านี้เป็นเกราะสร้างภูมิคุ้มกันในตัวที่ดีทั้งในปัจจุบั นและในอนาคต  คือการเตรียมพร้อมรับต่อการเปลี่ยนแปลง ไม่ประมาท  มีสติในการดำเนินชีวิตใช้ปัญญาในการคาดการณ์ความเปลี่ยนแปลงต่า ง ๆ มีการวางแผนรองรับเพื่อรักษาความสมดุลทางเศรษฐกิจให้ได้อย่างสม ่ำเสมอ  ประกอบด้วยความสมดุล  ๔ ด้าน คือ ความสมดุลด้านเศรษฐกิจเริ่มจากครอบครัวมีการจัดการรับรายได้ให้ สมดุลกับรายจ่าย  มีการใช้จ่ายอย่างพอเพียงตามความจำเป็น  มีเงินออม  ใช้เงินตามอัตภาพของแต่ละครอบครัว  เหมาะสมกับสถานการณ์ และพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา  ความสมดุลด้านสังคม  ต้องไม่เป็นคนเห็นแก่ตัว  ไม่เอารัดเอาเปรียบผู้อื่น  ทุกคนช่วยเหลือเกื้อกูลกัน  คนที่พอแล้วจะรู้จักการให้  คนที่ได้รับการแบ่งปันจะรู้สึกเป็นมิตรและสำนึกในบุญคุณ  ทั้งผู้ให้และผู้รับก็จะมีความสุข  ความสมดุลด้านสิ่งแวดล้อมมีการจัดการทรัพยากรทางธรรมชาติที่มีอ ยู่ให้สามารถใช้ประโยชน์ได้อย่างยั่งยืน   เช่น ไม่ตัดไม้ทำลายป่า  ไม่ทำลายแม่น้ำให้เน่าเสีย  เป็นต้น  คนเราต้องมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องอยู่ร่วมกับระบบนิเวศวิท ยา  คน  ดิน  น้ำ  ป่าไม้  สัตว์ป่า  ต่างพึ่งพาอาศัยเกื้อกูลกัน  เราจึงต้องรักษาธรรมชาติให้อยู่กับคนเราให้ยั่งยืน  ความสมดุลด้านวัฒนธรรม  มีความภาคภูมิใจ  เห็นคุณค่าในความเป็นไทย  เอกลักษณ์ไทย  ประวัติความเป็นมาของชาติไทย  ขนบธรรมเนียมประเพณีและค่านิยมของไทย  ต้องรู้จักแยกแยะและเลือกรับเอาวัฒนธรรมของชาติอื่น ๆ ที่หลั่งไหลเข้ามาในยุคโลกาภิวัตน์นี้  หากเรารับเอาวัฒนธรรมของชาติอื่นมาเป็นแนวทางดำเนินชีวิต  เราจะยังได้ชื่อว่าคนไทยโดยสมบูรณ์อีกหรือไม่  หากรากฐานของความเป็นไทยสั่นคลอนไป

                  รากฐานของความพอเพียงในความสมดุลทั้ง ๔ ด้าน นั้นต้องเริ่มจากการพัฒนาคนเป็นสำคัญ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงมุ่งมั่นบำเพ็ญพระราชกรณียกิจ นานัปการ  เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดีของปวงชนชาวไทยอยู่เป็นนิตย์ อย่างต่อเนื่อง  ตลอดเวลา จนเป็นที่ประจักษ์แก่สายตาทั้งชาวไทยและชาวโลกต่างกล่าวขานพระน ามพระองค์ว่า “พระมหากษัตริย์นักพัฒนา” ซึ่งให้ความสำคัญต่อเรื่องความอยู่ดีมีสุขมากกว่าความมั่งคั่ง  ทรงมอบเห็นคุณค่าของการเรียนรู้และการใช้คุณธรรมนำความรู้  หลักเศรษฐกิจพอเพียงเป็นการพัฒนาคนไม่ใช่การพัฒนาความเจริญด้าน วัตถุ  เป็นการปลูกฝังคุณค่าของความเป็นคน  คิดถูก  พูดถูก  ทำถูกอย่างมีสติและใช้ปัญญาไปในทางถูกต้อง  เพื่อให้สามารถอยู่อย่างพออยู่พอกิน  ดูแลครอบครัวได้โดยไม่เบียดเบียนตัวเองและผู้อื่น  มีส่วนร่วมในการสร้างสรรค์สังคมพอเพียง  อยู่ร่วมกับผู้คนในสังคมและธรรมชาติได้อย่างสมดุลและสงบสุข  ไม่ว่าคนผู้นั้นจะอยู่ในท้องถิ่นใด  มีขนบธรรมเนียมจารีตประเพณีอย่างไร  จะนับถือศาสนาใดก็ตาม  สายเลือดไทยต้องยึดมั่นในสถาบันชาติ  ศาสนาพระมหากษัตริย์   ไม่แบ่งแยกชนชั้นมีความปรองดองสมานฉันท์  ขวานทองของเราก็จะมั่นคง

ยั่งยืนตลอดไป

                  ถึงเวลาแล้วที่ชาวไทยทุกผู้นามต้องช่วยกันแก้ปัญหาของชาติร่วมก ัน  โดยยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียงเป็นพื้นฐานของการดำรงชีวิต  และผสานรอยร้าวของความคิดที่แบ่งเป็นหลายฝ่ายด้วยการใช้วิธีสมา นฉันท์เยียวยาให้ชาวไทยเกิดความสมานสามัคคีปรองดอง   ความสงบสุขมั่นคงสถาพรก็จะเกิดกับแผ่นดินไทยอันเป็นที่รักยิ่งข องเราตลอดไป

 

นางสุรัชนี   เวียงนนท์

ครูชำนาญการพิเศษ  โรงเรียนหนองแวงบึงงาม

จังหวัดร้อยเอ็ด



__________________
Back to Top View จั่นเจา's Profile Search for other posts by จั่นเจา Visit จั่นเจา's Homepage
 
Guests
Guest
Guest


Joined: 01 ตุลาคม 2003
Posts: 1833
Posted: 18 มกราคม 2008 at 12:31pm | IP Logged  

 ดีมากฮะ
Back to Top View Guests's Profile Search for other posts by Guests
 

ADS GOO




ค่ายพุทธบุตรทำดี www.tamdee.net โทร.054-323426